บทที่ 12 ข่าวร้าย
บทที่ 12
ข่าวร้าย
หลังจากงานเลี้ยงจบลง โจวเว่ยคังจูงมือฉีฉีที่ใบหน้าซีดเซียวด้วยเพิ่งผ่านช่วงอันตรายมาไม่นานไปพบมารดาที่ตำหนัก การที่ต้องไปนั่งหน้าผู้กุมอำนาจสูงสุดในแคว้นทำให้นางรู้สึกแข้งขาอ่อนไปบ้าง ดีที่คนรักด้านข้างช่วยให้กำลังใจ นางถึงผ่านมันมาได้
ก่อนจะเดินเข้าไปด้านในตำหนัก ฉีฉีชะงักฝีเท้า สายตาหวั่นใจมองไปยังคนรักที่หันกลับมามองนาง
“เป็นอะไรไป”
“หม่อมฉันกลัวเพคะ”
โจวเว่ยคังดึงคนรักเข้ามากอดแน่น ใบหน้าสวยหวานซุกเข้าหาอ้อมกอดอุ่นราวกับพบที่พึ่งพิงแห่งเดียวที่ทำให้จิตใจสงบลง
“มีข้าอยู่ทั้งคน เราจะผ่านมันไปได้ เสด็จแม่อาจจะไม่พอใจ แต่ถ้าได้รู้จักเจ้า เสด็จแม่ต้องชอบเจ้าแน่ ความดีความน่ารักอ่อนโยนของเจ้าจะทำให้ทุกคนเปิดใจรับ ช่วงแรกข้าขอให้เจ้าอดทนเพื่อข้าได้หรือไม่”
ฉีฉีน้ำตาซึมก่อนพยักหน้าในอ้อมกอดของคนรัก
“เพคะ หม่อมฉันจะอดทน”
“ไปกันเถอะ”
“เจ้าบ้าไปแล้วหรือยังไง ถึงได้พูดแบบนั้นต่อหน้าคนทั้งงาน เจ้าคิดว่าการฉีกหน้ามารดาตัวเองเป็นเรื่องสนุกหรือ”
เหลียงฟางตะคอกใส่บุตรชายที่นั่งนิ่ง นางรอบุตรชายให้มาหาเพื่อคุยกันให้รู้เรื่อง ไม่คิดว่าบุตรชายจะหอบเอาสตรีแพศยามาด้วย ทำให้นางที่พยายามใจเย็นกลับใจร้อนมากกว่าเดิม
โจวเว่ยคังมองหน้ามารดา ด้านข้างของเขายังเป็นฉีฉีที่นั่งก้มหน้านิ่งตัวสั่นท่าทางหวาดกลัว ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของตำหนักด้วยซ้ำ ยิ่งเขาเห็นแบบนี้เขายิ่งสงสารเห็นใจคนรักของตัวเอง
โจยเว่ยคังหันไปมองคนรักก่อนจะเลื่อนมือไปกุมมือของฉีฉีเอาไว้แน่นเพื่อปลอบใจให้คนรักไม่ต้องกังวล
“เสด็จแม่ ข้ารักฉีฉี ไม่ว่ายังไงข้าจะแต่งกับนาง เรื่องนี้เสด็จพ่ออนุญาตแล้ว ข้ากับฉีฉีเรารักกันจากใจจริง”
เหลียงฟางโกรธจนแทบจะกระอักเลือดกับความดื้อรั้นของบุตรชาย เขากำลังทำให้นางกำลังสูญเสียทุกอย่างที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ ยิ่งมองที่เด็กสาวที่บุตรชายเลือก นางแทบจะเข้าไปตบตีเอ่ยปากถามว่าอีกฝ่ายทำอะไรกับบุตรชายของนางถึงทำให้บุตรชายของนางเป็นแบบนี้
“เจ้าพูดอะไร ทำอะไ รทำไมบุตรชายข้าเปลี่ยนไปขนาดนี้ นังแพศยา เจ้าล่อลวงบุตรชายข้า”
โจวเว่ยคังเข้าขวางหน้ามารดาทันทีแล้วดึงร่างของฉีฉีไปไว้ด้านหลังของตัวเอง
“เสด็จแม่ ฉีฉีไม่ผิด ข้ารักนางและไม่มีทางรักใครอีก ที่ข้ายอมแต่งกับอินผิงมันก็มากพอแล้ว ถือว่าให้เสด็จแม่ส่งเสริมด้วย”
เหลียงฟางหันหลัง ใบหน้าบิดเบี้ยว พยายามอดกลั้นความไม่พอใจ ยิ่งฟังยิ่งไม่เข้าหู
“หม่อมฉันขออภัยเพคะที่บังอาจ แต่หม่อมฉันรักองค์ชายรองจริง ๆ ความรู้สึกของหม่อมฉันที่มีต่อองค์ชายรองตั้งแต่วันที่พบจนถึงวันนี้คือความรู้สึกเดิม นั่นคือรัก”
“เสด็จแม่ ลูกไม่อาจหักใจจากนางได้ ขอเสด็จแม่เมตตาเราสองคนด้วย ส่วนเรื่องแต่งงาน ลูกยังจะแต่งงานกับอินผิงตามที่เสด็จแม่ต้องการ เพียงขอให้เสด็จแม่เปิดใจรับฉีฉี”
“หึ เจ้าคิดว่าทำขนาดนี้ ฉีกหน้าตระกูลอิน ทางนั้นจะอยู่นิ่งยอมให้เจ้าแต่งนางง่าย ๆ หรือ เจ้าก็รู้ว่าอินผิงนางเป็นคนยังไง ขนาดนางรู้ว่าเจ้าไปหาคนอื่น นางยังตามไปโวยวายแสดงความเป็นเจ้าของ ไม่มีทางที่นางจะยอมแน่ หลังจากนี้ต้องเกิดเรื่องมากมายตามมา”
“ลูกจะไปคุยกับนางเองขอรับ เชื่อว่านางต้องยอม อินผิงรักลูกมาก ตลอดมานางเชื่อฟังมาโดยตลอด”
“แล้วทางตระกูลอินจะยอมหรือยังไง”
“หากอินผิงยอมทุกคนต้องยอมแน่นอน พวกเขารักนางมาก เพียงนางเอ่ยปากก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไรอีก”
โจวเว่ยคังเอ่ยออกมาด้วยความมั่นใจ เขาคบและสนิทสนมกับอีกฝ่ายมาตั้งแต่เด็ก เขารู้ดีว่าสำหรับอินผิง เขาคือสิ่งสำคัญเพียงอย่างเดียวในชีวิตนาง ไม่มีทางที่นางจะไม่ยอมทำตามคำขอของเขา
ส่วนตระกูลอิน แม้เสนาบดีอินไม่พอใจ แต่ถ้าหลานสาวที่รักมากออกปากด้วยตัวเองก็จะพูดอะไรไม่ได้อีก
“ถ้าเจ้ามั่นใจขนาดนั้นก็ลองดู ส่วนเจ้า ต่อจากนี้ไปอยู่เงียบๆ เสีย จำใส่ใจเอาไว้ว่าฐานะตัวเองคือใคร อย่าเสนอหน้าเอาตัวเองขึ้นมาเทียบเคียงผู้อื่น ยิ่งกับอินผิงอย่าได้อวดเก่ง ส่วนเจ้าถึงจะเป็นบุตรชายของข้า แต่ถ้าเจ้าทำอินผิงเสียใจเพราะเห็นคนอื่นสำคัญกว่าชายาเอก ข้าจะไม่ถือว่าเจ้าเป็นบุตรอีก ตระกูลอินสำคัญกับเจ้ามาก อย่าได้ทำอะไรโง่ ๆ เพียงสตรีไร้ค่าคนเดียว”
คำพูดของเจ้าของตำหนักทำให้ฉีฉีได้แต่กำมือแน่น การที่ตอกย้ำว่าตัวนางสู้อะไรใครไม่ได้ทำให้นางเจ็บร้าวไปทั้งใจ ดวงตาแดงก่ำมีหยาดน้ำตาซึมออกมา ปากแดงเม้มเข้าหากันแน่นเพื่ออดทนต่อการถูกต่อว่าจากว่าที่แม่สามี
“เสด็จแม่ ฉีฉีนางไม่ใช่สตรีไร้ค่า”
สุดท้ายก็เป็นโจวเว่ยคังที่ทนไม่ได้ที่ให้คนอื่นมาดูถูกคนรักของตัวเอง ถึงคนผู้นั้นจะเป็นมารดาของเขาก็ตามที ใบหน้าหล่อเหลาฉายความไม่พอใจชัดเจน เขาห่วงความรู้สึกของคนรัก เพียงถูกต่อว่ากดดันถึงความไม่เหมาะสมก็ลำบากแล้ว ยังมาถูกมารดาของเขาพูดเช่นนี้ด้วยอีก
เหลียงฟางอยากจะกรีดร้องมาให้มันรู้แล้วรู้รอดที่บุตรชายเข้าข้างนังเด็กแพศยาไปเสียหมดจนกล้าขึ้นเสียกับมารดาเช่นนางทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน แต่เสียงฝีเท้าที่วิ่งเข้ามาในตำหนักทำให้นางต้องชะงัก หันไปมองคนสนิทที่อยู่ดี ๆ ก็วิ่งพรวดเข้ามาไม่ดูเวลา
“เจ้าเข้ามาทำไมเวลานี้”
เสียงตะคอกของผู้เป็นนายไม่ได้ทำให้ผู้ที่วิ่งเข้ามาหวาดกลัว เพราะมีเรื่องใหญ่ที่ควรจะกลัวมากกว่าถูกลงโทษ
“กุ้ยเฟย เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ”
น้ำเสียงและใบหน้าที่ตื่นตกใจของคนสนิททำให้เหลียง-
ฟางลืมโทสะที่มีต่อบุตรชายไปสิ้น ความกลัวเริ่มเข้ามาแทนที่จนมือนางเริ่มสั่น คนสนิทของนางปกติไม่แสดงสีหน้าท่าทางเช่นนี้ออกจากว่าเกิดเรื่องที่ส่งผลร้ายแรงจริง ๆ
“มีเรื่องอะไร เกิดอะไรขึ้น”
คนสนิทมองหน้าผู้เป็นนายก่อนจะมองไปยังโจวเว่ยคังที่ขมวดคิ้วแน่น
ฉีฉีลอบเงยหน้าขึ้นมามองด้วยความไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรใหญ่โต คนของว่าที่แม่สามีถึงได้ตกใจหวาดกลัวเช่นนี้
“กุ้ยเฟยเพคะ ตอนนี้มหาเสนาบดีอินเข้าเฝ้าฝ่าบาท ทูลขอยกเลิกการหมั้นหมายและงานแต่งที่จะเกิดขึ้นขององค์ชายรองและคุณหนูอินผิงเพคะ ตอนนี้เห็นว่าฝ่าบาทอนุญาตแล้วด้วย”
จบคำร่างของเจ้าของตำหนักก็ถึงกับหน้ามืดหมดสติไปทันที
โจวเว่ยคังตกใจทำอะไรไม่ถูก เข้าไปพยุงร่างของมารดาเอาไว้พร้อมกับเร่งให้คนไปตามตัวหมอหลวงมาดูอาการพระมารดาโดยเร็วที่สุด
ในตำหนักที่วุ่นวายอยู่แล้ววุ่นวายมากขึ้นอีกเท่าตัว
ฉีฉีมองร่างของว่าที่แม่สามีถูกพาตัวเข้าไปด้านในเพื่อพักผ่อน นางแสดงบทบาทสตรีที่ดี เข้าไปช่วยดูแล แต่จิตใจตอนนี้เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
อินผิงรักโจวเว่ยคังมาก ไม่มีทางออกปากขอยกเลิกการหมั้นและไม่แต่งงาน แต่ทางมหาเสนาบดีอินก็ไม่มีทางพูดเรื่องนี้เองหากไม่ถามความต้องการของหลานสาว เกิดอะไรขึ้นกันแน่นอินผิงถึงได้ไม่ต้องการแต่งงานแล้ว แบบนี้ไม่ดีสำหรับนางเลยเพราะอนาคตของคนรักจะยากขึ้น
ฉีฉีมองไปที่โจวเว่ยคังที่กำลังห่วงมารดาด้วยสายตาไม่สบายใจ นางคิดจะใช้อินผิงทำให้ตัวเองดูน่าสงสาร ให้ผู้คนในเมืองหลวงเห็นใจที่นางถูกกลั่นแกล้งรังแกทั้งที่นางไม่ได้ทำอะไร
ถ้าไม่มีอินผิง นางจะเอาความสงสารเห็นใจมากจากไหนกัน อีกอย่างอนาคตที่นางใฝ่ฝันยังต้องอาศัยอำนาจตระกูลใหญ่มาส่งเสริมคนรักให้ก้าวไปถึง
โจวเว่ยคังเองถึงห่วงอาการของมารดา ในใจยังไม่เข้าใจว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ตลอดมาเขาเชื่อว่าถึงเขาจะพูดหรือทำอะไร ไม่มีทางที่อินผิงจะออกห่างด้วยนางรักเขามาก นางไม่มีทางเลิกรากับเขาแม้จะเจ็บปวดมากแค่ไหน
ใครทำให้นางเปลี่ยนไป
